ในช่วงนี้ทางการ..จะดำเนินการส่งลงทะเบียนตอบรับ "ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง" โดยจดหมายดังกล่าวไม่ใช่ใบเรียกเก็บภาษีนะครับ แต่เป็นแบบสำรวจเฉยๆ ใบเรียกจริงเก็บมาต้นปีหน้า(จดหมายแจ้งให้เราเช็ค
ข้อมูลแล้วก็ยื่นแก้ไขภายใน 15 วัน) แล้วเราต้องทำอย่างไรบ้างๆๆๆๆ
อย่างแรกที่ต้องเข้าใจก่อนคือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไปนะครับ ดังนั้นการจัดเก็บภาษีจะอิงข้อมูลในวันที่ 1 มกราคม 2563 ดังนั้นช่วงนี้เป็นการเตรียมตัวครับ ทำ
ให้เสร็จก่อนสิ้นปี (ก่อนกฎหมายเริ่ม) อีกอย่างที่ต้องเข้าใจคือ ในปีแรกถ้าคอนโดเราสถานะเป็น “อยู่อาศัย” แต่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน เคสนี้ถือเป็นบ้านหลังรอง เสียภาษี 0.02% (ล้านละ 200 บาท) “อยู่อาศัย” และมี
ชื่อในทะเบียนบ้าน เคสนี่ถือเป็นบ้านหลังหลัก ไม่เสียภาษี ในกรณีที่เป็นบ้าน/คอนโดมูลค่าไม่เกิน 50 ล้าน “อื่นๆ” เสียภาษี 0.3% (ล้านละ 3,000) ไม่ว่าจะมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหรือไม่ก็ตาม “ว่างเปล่า/ไม่ทำ
ประโยชน์” เสียภาษี 0.3% (ล้านละ 3,000) ไม่ว่าจะมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นสิ่งที่ควรทำภายใน 15 วันหลังได้รับใบแจ้งข้อมูล (หรือถ้าไม่ทันก็ควรทำก่อนสิ้นปี)
1. ถ้าใบแจ้งข้อมูลแจ้งว่าคอนโดเราเป็น “อยู่อาศัย” ถ้าไม่อยากเสียภาษีเลยก็ย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้าน แต่เคสนี้ส่วนมากจะมีชื่อในทะเบียนบ้านอยู่แล้ว)
2. ถ้าใบแจ้งข้อมูลเราเป็น “อื่นๆ” หรือ “ว่างเปล่า” เราก็ไปแจ้งเปลี่ยนเป็น “อยู่อาศัย” เราสามารถมีคอนโด/บ้านเพื่อ “อยู่อาศัย” มากกว่า 1 ได้...ใครมีบ้านและคอนโดสามห้อง ก็ไปแจ้งเป็น “อยู่
อาศัย”ทั้งสามห้องได้
ทั้งนี้ถ้าเราไม่อยากเสียภาษีเลย ก็เหมือนข้อ 1 ครับ เอาชื่อเข้าทะเบียนบ้าน คำถามที่คนถามคือเอาชื่อใครเข้าได้มั่งเพื่อที่จะไม่เสียภาษี ในกฎหมายเขียนหลวมๆว่าชื่อใครก็ได้ครับ ขอให้มีชื่อ แต่ถ้าถามเจ้า
หน้าที่ บางคนก็จะตอบว่าต้องเป็นชื่อที่ตรงกับโฉนดเท่านั้น บางคนก็ตอบว่าชื่อใครก็ได้ เช่นคอนโดชื่อแม่ เอาชื่อลูกเข้าได้ถือว่าให้ลูกอยู่อาศัย แต่เรื่องนี้คงต้องรอความชัดเจน......
ส่วนใครไม่อยากวุ่นวายย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านในช่วงที่ยังไม่ชัดเจน ก็ค้างไว้เป็น “อยู่อาศัย” และไม่ต้องเอาชื่อเข้าก็ได้นะคร้บ เสียภาษีแค่ 0.02% คอนโดราคาประเมิน 5 ล้านบาทก็เสียแค่ปีละ 1,000 บาท
เอง
อย่างไรก็ตามการไปเปลี่ยนจาก “อื่นๆ” เป็น “อยู่อาศัย” ไปทำได้ที่เขตที่คอนโดเราอยู่ ถ้ายังไม่ได้จดหมายก็ไปทำได้เลย ที่เขตจะมีบอร์ดให้ดูตัวเลข ส่วนเอกสารที่ต้องใช้ สำเนาโฉนดคอนโด, ทะเบียนบ้าน
ของคอนโด, ใบสำรวจ, บัตรประชาชน, ทะเบียนบ้านปัจจุบัน บางเขตบอกต้องใช้สัญญาซื้อขายด้วย ถ้าไม่สะดวกไปเองมอบอำนาจได้ครับ พอไปที่เขตจะมีฟอร์มให้กรอก
ส่วนเมื่อได้รับการลงทะเบียนตอบรับ "ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง" แล้วต้องทำอย่างไร....
1.ถ้ามีคอนโดหลายแห่ง จดหมายนี้จะถูกส่งไปที่ไหน
-จดหมายนี้จะถูกส่งไปตามที่อยู่ในทะเบียนบ้าน
2. ถ้ายังไม่ได้รับทำยังไงดี?
-เท่าที่สอบถามแต่ละเขต ส่งจดหมายไม่พร้อมกัน แต่ควรจะเช็คหน่อยก็ดีว่าคอนโดเป็นชื่อเราจริงๆ บางคนคอนโดเป็นชื่อแฟนหรือชื่อพ่อแม่แต่เข้าใจผิดมาตลอดว่าเป็นชื่อเรา เวลาดูเจ้าของให้ดูชื่อหลังโฉนด ไม่
ใช่ชื่อในทะเบียนบ้าน.....
3 ภาษีคิดยังไง แล้วคำว่า “อยู่อาศัย” กับ “อื่นๆ” ต่างกันยังไง
- ภาษีคิดตามลักษณะการทำประโยชน์ ถ้าเป็น “อยู่อาศัย” จะไม่เสียภาษีถ้าเป็นบ้านหลังหลัก (ต้องเอาชื่อเข้าทะเบียนบ้านภายในปีนี้ จริงๆเอาชื่อใครเข้าก็ได้) ถ้าไม่ใช่บ้านหลังหลักจะเสียภาษี 0.02%
หรือล้านละ 200 บาท ถ้าคอนโดราคา 10 ล้านก็เสีย 2,000 บาท ถ้าเป็น “อื่นๆ” จริงๆหมายถึงคอนโดที่ไม่ได้อยู่อาศัยหรือคอนโดปล่อยเช่า จะเสียภาษีแพงคือ 0.3% ขึ้นไป หรือล้านละ 3,000 บาท ถ้าคอนโด 10
ล้านก็เสีย 30,000 บาท
4. อยากแก้ไขข้อมูลทำยังไง? เอกสารใช้อะไรบ้าง
-ขอบอกว่า ต้องบอกก่อนว่าแต่ละเขตตอบไม่เหมือนกันคร้บ ส่วนมากบอกให้มาแก้เองที่เขต โดยเอาสำเนาโฉนด สำเนาทะเบียนบ้าน (ของตัวเอง และ ของห้องที่จะแก้) สัญญาซื้อขายไปด้วย สามารถมอบ
อำนาจได้ ทางที่ดีควรจะสอบถามที่เขตก่อนจะดีกว่า....
5. อยากแก้จาก “อื่นๆ” ให้เป็น “อยู่อาศัย” จะได้เสียภาษีน้อยๆ ต้องมีหลักฐานอะไร
- เราสามารถแก้เป็น “อยู่อาศัย” ได้ จะ “อยู่อาศัย” กี่ห้องก็ได้แหละ ตอนนี้ผมคิดว่าเค้าใช้ระบบเชื่อใจนะ คงใช้เวลาอีกนานกว่าจะเช็คได้ ใครที่มีคอนโดที่อยู่อาศัยควรรีบๆไปแก้ให้เป็น “อยู่อาศัย” ก่อน
เลย ด่วนๆ
ปล.แต่ถ้าใครปล่อยเช่าอยู่ ก็วัดดวงเอาละกัน เพราะถ้าเราปล่อยเช่าอยู่แล้วเราแจ้ง “อยู่อาศัย” จริงๆมันผิดกฎหมายนะ ถามว่าระบบมีโอกาสเช็คได้ไหม ผมก็ไม่แน่ใจ (เหมือนเรื่องใบสั่งกับการต่อทะเบียนอ่ะ”
ที่ต้องลุ้นเป็นพิเศษคือการปล่อยเช่าชาวต่างชาติ เพราะเราต้องส่งใบ ตม30 (เพราะเจ้าของห้องจะต้องแจ้งข้อมูลชาวต่างชาติที่เช่าห้องพักให้กับที่ทำการตรวจคนเข้าเมืองหรือสถานีตำรวจในท้องที่ ซึ่งบุคคลต่างด้าว หรือชาว
ต่างชาติที่เช่านั้นจะต้อง “ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว”) ดังนั้นรัฐจะรู้แหละว่าคอนโดห้องนี้ปล่อยเช่า หรือบางนิติก็มีส่งรายงานให้รัฐอยู่แล้วว่าห้องไหนอยู่เองห้องไหนปล่อยเช่า
แต่ถ้าห้องเราเป็นห้องปล่อยเช่า การเลือก “อื่นๆ” ทำให้เสียภาษีแพง (0.3%) แล้วค่าเช่าก็ต้องเสียภาษีเงินได้อีก (ตอนนี้คนที่ปล่อยเช่าส่วนใหญ่ไม่มีใครเสียหรอก) ใครที่ฐานเงินเดือนเยอะๆแล้วต้องเสียภาษีกับ
เงินค่าเช่าก็เจ็บตัวอยู่ แต่รายได้ก็ต้องเสียภาษีแหละ